เคยสังเกตไหมครับว่าทำไมโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกถึงมีพื้นที่ที่กั้นด้วยม่านพิเศษ มีป้ายเตือนสีเหลือง พนักงานต้องเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้า และมีการตรวจสอบที่เข้มงวด นั่นแหละครับคือ EPA หรือ ESD Protected Area
ถ้าโรงงานคุณซื้อ Wrist Strap, ESD Mat, Ionizer ครบแล้ว แต่ยังไม่ได้กำหนด EPA ที่ชัดเจน อุปกรณ์เหล่านี้จะป้องกัน ESD ได้ไม่เต็มที่ เพราะ ESD ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยอุปกรณ์อย่างเดียว ต้องแก้ที่ "พื้นที่ทำงานทั้งหมด" ด้วย
EPA คือ "พื้นที่ที่ออกแบบให้ปลอดภัยจาก ESD" ที่ซึ่งชิ้นส่วน ESD-sensitive สามารถเอาออกจากบรรจุภัณฑ์ป้องกันแล้วจับ ทำงาน หรือเก็บ ได้โดยไม่เสี่ยงต่อความเสียหายจากประจุไฟฟ้าสถิต
ตามมาตรฐานสากลของวงการ ESD นิยาม ESDS (ESD-Sensitive items) ไว้ว่าคือชิ้นส่วนที่ไวต่อแรงดัน
ชิ้นส่วนเหล่านี้ "นอก EPA" ต้องอยู่ในบรรจุภัณฑ์ป้องกัน ESD ทุกครั้ง แต่ "ภายใน EPA" สามารถนำออกมาจับมือเปล่าได้ (พร้อม Wrist Strap)
EPA มีขนาดตั้งแต่
ขนาดไม่สำคัญ สำคัญที่ "หลักการ" ที่ต้องครบทุกระดับ
ทุกอย่างที่นำไฟฟ้าได้ใน EPA โต๊ะ, เก้าอี้, ชั้นวาง, รถเข็น, เครื่องมือ, รวมถึงคน ต้องเชื่อมต่อกับระบบ Ground เดียวกัน ทำให้ทั้งหมดอยู่ที่ "ศักย์ไฟฟ้าเดียวกัน"
ทำไมต้องเป็นศักย์เดียวกัน? เพราะ ESD จะเกิดขึ้นเมื่อมี "ความต่างศักย์" ระหว่างวัตถุสองชิ้น ถ้าทุกอย่างมีศักย์เท่ากัน ไม่มี ESD
ทุกคนที่อยู่ใน EPA และจับชิ้นส่วน ESDS ต้องมีระบบ Grounding ส่วนตัว แบ่งเป็น 2 วิธีหลัก
วิธี A: Wrist Strap (สำหรับงานนั่ง)
วิธี B: Footwear + Flooring System (สำหรับงานเดิน/ยืน)
ทั้งสองวิธีต้องผ่านการทดสอบประจำวันก่อนเริ่มงาน
หมวดที่ 1: Grounding System
หมวดที่ 2: Personnel Grounding
หมวดที่ 3: Worksurface (โต๊ะทำงาน)
หมวดที่ 4: Hand Protection (ป้องกันที่มือ)
หมวดที่ 5: Ionization (สลายประจุในอากาศ)
หมวดที่ 6: Marking & Signage (ป้ายและเครื่องหมาย)
หมวดที่ 7: Packaging (สำหรับชิ้นงานที่ต้องออกจาก EPA)
ไม่ใช่ใครก็เข้า EPA ได้ครับ มาตรฐานสากลกำหนดให้ EPA เป็น "พื้นที่จำกัด" ที่ต้องควบคุมการเข้าออกอย่างเข้มงวด
ใครเข้าได้
ใครเข้าไม่ได้ (โดยไม่มีผู้คุม)
ขั้นตอนการเข้า EPA (ทุกครั้ง)
1. EPA ไม่มีขอบเขตชัดเจน ไม่มีเส้นแบ่ง ไม่มีม่าน ไม่มีป้าย ทำให้พนักงานเดินผ่านโดยไม่ได้ทดสอบ Wrist Strap หรือใส่อุปกรณ์ป้องกัน
2. ใช้พลาสติกในพื้นที่ EPA โดยไม่ระวัง ถุงพลาสติกธรรมดา, แฟ้มเอกสารพลาสติก, ขวดน้ำ สิ่งเหล่านี้สะสมประจุได้สูงและสร้าง ESD แม้พนักงานใส่ Wrist Strap แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นวัสดุ ESD-Safe หรือใช้ Ionizer
3. ไม่ test equipment ใน EPA เครื่องมือใน EPA เช่น Soldering Iron, Testers, Ionizer ก็ต้องทดสอบ grounding ประจำ ถ้าเครื่องมือเหล่านี้ไม่ ground จะปล่อย ESD ลงชิ้นงานเอง
4. ไม่ควบคุม Isolated Conductors วัตถุนำไฟฟ้าที่ไม่ได้ต่อ Ground เช่น โลหะสกรู, อะไหล่โลหะที่วางไว้ ถ้าวัตถุเหล่านี้มีแรงดัน ≥ 35 โวลต์ จะเป็นอันตรายต่อชิ้นงาน ESDS ต้องลด voltage ให้ต่ำกว่า 35 โวลต์เสมอ
5. ไม่ฝึกอบรมพนักงานก่อนเข้า EPA ปล่อยให้พนักงานใหม่เข้า EPA โดยไม่ได้รับ training เป็นสาเหตุของ ESD damage มากที่สุด เพราะคนไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
6. ลืม audit EPA ประจำ EPA ที่ผ่านมาตรฐานวันแรก ไม่ได้แปลว่าจะผ่านไปตลอด ต้อง audit อย่างน้อยปีละครั้ง ตรวจค่า resistance ของพื้น โต๊ะ Wrist Strap และทุกองค์ประกอบ
7. อนุญาตให้ visitor เข้าโดยไม่ตรวจสอบ แขก / ผู้รับเหมา / ฝ่ายขาย ถ้าไม่ได้รับการอบรม ESD ห้ามเข้า EPA โดยลำพัง ต้องมีผู้คุมและให้ใส่ ESD smock + footwear ชั่วคราว
EPA ไม่ใช่แค่ห้องที่ติดป้าย ESD ครับ มันคือ "ระบบ" ที่ครอบคลุม 3 ด้านพร้อมกัน
Checklist ก่อนเปิดใช้ EPA ใหม่
การลงทุน EPA ครั้งเดียวให้ครบ ดีกว่าทยอยซื้ออุปกรณ์แต่ไม่ครบระบบ เพราะ ESD ป้องกันได้ก็ต่อเมื่อ "ครบทุกจุด" ขาดจุดเดียว ระบบทั้งหมดอ่อนลง
หากต้องการประเมินว่าโรงงานคุณต้องเพิ่มอะไรเพื่อให้ EPA ครบมาตรฐาน หรือต้องการคำปรึกษาในการออกแบบ EPA ใหม่ ทีม Pyxis Group ยินดีให้คำปรึกษาฟรี เรามีประสบการณ์ออกแบบ EPA ให้โรงงาน Semiconductor, Electronics และ Automotive มากว่า 20 ปี
© devwize.co.th. All Rights Reserved.